อยากขายดี ต้องรู้ 3 ข้อนี้ก่อน

     ถ้าเราอยากให้ลูกค้าสนใจสินค้าของเรา first impression เป็นสิ่งที่สำคัญในการตัดสินใจของลูกค้า เพราะยุคสมัยนี้ การซื้อขายของผ่านทางออนไลน์ เป็นที่นิยมมาก คนส่วนใหญ่จึง เลือกซื้อสินค้า โดยดูจากภาพลักษณ์ภายนอกเป็นอันดับแรก แล้วจึงดูความน่าเชื่อถือของร้านค้า และสุดท้ายดูรีวิวจากผู้ใช้งานจริง ถ้าสินค้าของเราไม่แตกต่าง เห็นแล้วซ้ำซาก หรือเลียนแบบยี่ห้อดังๆ ขาดเอกลักษณ์ แค่เห็นแล้วก็เลื่อนผ่านไปโดยไม่สนใจ คุณก็ตกรอบแล้วจ้า ฟังดูแล้วหลายคนคงคิดในใจว่า “พูดก็ง่ายซิ แล้วจะทำให้แตกต่าง มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำคนอื่น ทำยังไงล่ะ” ตามไปดูกันเลย

 

 

อันดับแรก คือ การสร้างแบรนด์ หรือ Branding

ต้องออกแบบให้สวยเก๋ จำง่าย เห็นปุ๊บ รู้ปั๊บ รู้สึกว่าน่าใช้ก็ยังไม่พอนะ แต่ต้องให้ลูกค้าความรู้สึกภูมิใจและมั่นใจที่ได้ใช้แบรนด์นี้ เพราะมันเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ของเราอย่างมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รองเท้าแตะหูหนีบ ธรรมด้า ธรรมดา แต่ทว่ามีราคาสูงถึง 16700 บาท เพียงเพราะว่ามีตัวอักษรภาษาอังกฤษ 2 ตัว ที่เขียนว่า LV ติดอยู่นั้นเอง

 

 

bloglvbrand

อันดับต่อมาก็คือ การเลือกแพ็คเกจจิ้ง Packaging หรือ บรรจุภัณฑ์ 

ถ้าถามว่าแล้วควรยังไงเลือกแบบไหนดีล่ะ ?

คำตอบก็คือ เลือกให้เหมาะกับการใช้งานของสินค้า และเหมาะสมกับกลุ่มเป้าที่เป็นลูกค้าของเรานั้นเอง

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณอยากจะขายครีมบำรุงผิว คุณจะเลือกบรรจุภัณฑ์ แบบไหน ระหว่าง กระปุกครีม ขวดหัวปั๊ม ขวดกดสูญญากาศ หลอดครีม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น ถ้าเป็นครีมทาก่อนนอน night cream อาจจะเลือกเป็น กระปุกครีมอะคริลิค สวยๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าในกับสินค้าของเราให้ดูพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เน้นคุณภาพมากกกว่าเรื่องราคา

cover-acrylic-jar

แต่ถ้าเป็นครีมกันแดด การจะเลือกเป็นกระปุกครีมก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะมีน้ำหนัก พกพาไม่สะดวก จึงแนะนำให้เลือกเป็น หลอดครีม จะดีที่สุด

tube

หรือถ้ากลุ่มเป้าหมายของเราเน้นสินค้าราคาไม่แพง จับต้องง่าย เราอาจต้องมองหา บรรจุภัณฑ์ ที่ราคาถูก แต่ยังตอบโจทย์การใช้งานได้ดี เช่น ซองใส่ครีมแบบพกพา

 

 

creamtravel

 

อันดับสุดท้าย ก็คือ คุณภาพสินค้า ต้องเหมาะสมกับราคา

เพียงเท่านี้ ก็สามารถมัดใจลูกค้า ให้กลับมาซื้อสินค้าของคุณอีกครั้งได้ไม่อยากแล้วจ้า

 

 

จบไปแล้วกับ 3 เทคนิค การออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้โดนใจลูกค้า เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ กับสาระความรู้ ที่เรานำเสนอในวันนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ให้กับทุกคนไม่มากก็น้อย นะคะ

 

โปรดติดตาม บทความดีๆ แถมสาระความรู้แบบนี้อีกได้ที่ www.kapookhom.com และ บน facebook.com/Kapookhom

7 ประเภทพลาสติกรีไซเคิลได้

 

ทุกวันนี้มีการรณรงค์ ให้เลิกใช้พลาสติก เช่น แก้วพลาสติก ขวดดพลาสติก หรือหลอดพลาสติก

(ภาพหลอดพลาสติกที่เข้าไปติดในจมูกเต่าทะเลก็มา)

 

 

turtle

 

 

แล้วแบบนี้เราจำเป็นต้องเลิกใช้ บรรจุภัณฑ์พลาสติก ด้วยหรือเปล่า ?

จริงๆแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความมักง่ายของมนุษย์เราต่างหาก ถ้าเรารู้จักการแยกขยะ ทิ้งขยะให้ถูกที่ ขยะเหล่านั้นก็สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง หรือที่พวกเราเรียกว่า การรีไซเคิล (Recycle) นั้นเอง

 

วันนี้ กระปุกหอม จะพาไปดู พลาสติก ทั้ง 7 ประเภท ไปกันเลย

 

 

recycling-symbols-1-7

 

 

1.พลาสติกประเภท PETE (Polyethylene Terephthalate)

เป็นพลาสติกโพลีเมอร์ใส เนื้อเหนียว มีความทนทาน และมีคุณสมบัติในการผ่านของของเหลวและก๊าซได้ดี จึงนิยมนำมาใช้ผลิตเป็น ขวดน้ำดื่ม หรือขวดใส่แชมพู ขวดสบู่เหลว ขวดโลชั่น เช่น ขวดหัวปั๊ม มีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 1 สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็นเส้นใย สำหรับทำเสื้อกันนาว พรม และเส้นใยสังเคราะห์สำหรับใส่ในหมอนได้

cover-bottle-pet-mose

 

2.พลาสติกประเภท HDPE (High-Density Polyethylene)

เป็นพลาสติกที่มีความหนาแน่นสูง แข็งแรง แต่โปร่งแสงน้อยกว่า LDPE (Low-Density Polyethylene) ทนกรดและด่าง มีจุดหลอมเหลวไม่สูงนัก ทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำ จึงเป็นที่นิยมอย่างมาก สามารถใช้ผลิตเป็น ขวดแชมพู ขวดโลชั่น หรือขวดใส่น้ำยาต่างๆได้ มีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 2 สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็น ขวดน้ำมันเครื่อง ลังพลาสติก ได้เป็นต้น

pe-shampoo

 

3.พลาสติกประเภท PVC (Polyvinyl Chlorie)

เป็นพลาสติกใส มีความแข็งแรง มีคุณสมบัติในการป้องการซึมผ่านของไขมันได้ดี นิยมนำมาใช้ผลิตเป็นท่อน้ำประปา ฉนวนหุ้มสายไฟ สายยางใส แผ่นฟิล์มสำหรับห่ออาหาร และ แผ่น PVC ปิดหน้าครีมบำรุงผิวหรือยาทาภายนอกได้ด้วย มีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 3 สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็นท่อน้ำ กรวยจราจร ม้านั่งพลาสติก ได้เป็นต้น

 

 

 

pvc

 

 

4.พลาสติกประเภท LDPE (Low-Density Polyethylene)

เป็นพลาสติกโปร่งแสง ความหนาแน่นต่ำ นิ่ม หนียว ยืดตัวได้มาก ไม่ค่อยทนความร้อน สามารถใช้ผลิตเป็น ถุงเย็นสำหรับใส่อาหาร ฟิล์มห่ออาหาร มีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 4 สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็น ถุงดำสำหรับใส่ขยะได้

 

 

 

LDPE

 

 

 

5.พลาสติกประเภท PP (Polypropylene)

เป็นพลาสติกที่มีความใส ทนความร้อน เหนียว คงรูปได้ดี และยังทนต่อสารเคมีและน้ำมัน มักใช้ทำภาชนะบรรจุอาหาร เช่นกล่อง จาน ชาม ถ้วยโยเกิร์ต ขวดซอสต่างๆ ขวดยาเม็ด ขวดแชมพู ถุงร้อน และหลอดดูดน้ำ มีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 5 สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็น กล่องแบตเตอรีรถยนต์ ไฟท้ายรถยนต์ กันชน ไม้กวาดพลาสติก กระถางต้นไม้พลาสติกได้เป็นต้น

cover-shampoo

 

 

6.พลาสติกประเภท PS (Polystyrene)

เป็นพลาสติกที่มีความโปร่งใส เปราะบางและแตกง่าย แต่ทนรต่อกรดและด่าง ใช้ทำภาชนะบรรจุของใช้ต่างๆ มีด ช้อน ส้อมพลาสติก มีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 5 สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็น ไม้แขวนเสื้อ ไม้บรรทัด แผงสวิตช์ไฟ หรือถาดใส่ไข่ไก่ ได้เป็นต้น

 

 

 

PS

 

 

 

7.พลาสติกประเภท OTHER

เป็นพลาสติกที่มีไม่ได้มีการระบุชื่อจำเพาะ แต่เป็นพลาสติกชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 6 ชนิดแรก แต่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ เช่น PC (Polycarbonate) มีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 7

PC

 

นอกจากนี้เรายังสามารถแบ่งประเภทพลาสติกที่ใช้สำหรับ บรรจุอาหารได้ หรือที่เรียก พลาสติกฟู้ดเกรด (Food Grade) ได้ตามรูปด้านล่างนี้เลยจ้า

 

foodgrade

 

จบไปแล้วกัน 7 ประเภทพลาสติก ที่สามารถนำรีไซเคิลได้ หวังว่าทุกคนจะได้รับสาระความรู้ ไม่มากก็น้อย แล้วอย่าลืมสังเกตุสัญลักษณ์รีไซเคิล ว่าเป็นหมายเลขอะไร แล้วแยกประเภท ก่อนทิ้งลงถังขยะกันด้วยนะค่ะ เพียงเท่านี้เราทุกคนก็จะใช้พลาสติกได้อย่างคุ้มค่า ไม่ทำลายธรรมชาตแล้วจ้า

 

วันนี้ขอลาไปก่อน แล้วอย่าลืมติดตาม บทความดีๆ แถมได้ความรู้แบบนี้ได้อีก ที่ www.kapookhom.com และบน facbook/Kapookhom

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

 

 

รู้หรือไม่ PE,PP,PA,PET นั้นต่างกันอย่างไร ?

 

ในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก นั้นสามารถแบ่งประเภทของเม็ดพลาสติกที่ใช้ได้หลายประเภท

แต่ในวันนี้ เราจะพามาทำความรู้จักกับพลาสติก ประเภท PE PP PA และ PET ซึ่งแต่ละชนิด ก็จะมีคุณสมบัติเด่นแตกต่างกันไปเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน

 

 

PEvsPP

 

 

เริ่มต้นด้วย พลาสติก PE หรือ โพลีเอทิลิน (Polyethylene)

เป็นพลาสติกที่เรานิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากคุณสมบัติของพลาสติกประเภทนี้ มีจุดหลอมเหลวที่ต่ำ จึงทำให้ต้นทุนที่ใช้ในการผลิตนั้นถูกลงไปด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับพลาสติกประเภทอื่นๆแล้ว จึงทำให้พลาสติกประเภท PE นั้นมีราคาที่ถูกที่สุด จึงเป็นที่นิยมมากที่สุดเช่นกัน

พลาสติก PE ยังสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. HDPE หรือ โพลีเอทิลินชนิดความหนาแน่สูง (High Density Polyethylene)
  2. LDPE หรือ โพลีเอทิลินชนิดความหนาแน่ต่ำ (Low Density Polyethylene)
  3. LLDPE หรือ โพลีเอทิลินชนิดความหนาแน่ต่ำเชิงเส้นตรง (Linear Low Density Polyethylene)

ส่วนประเภทที่เรานำมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์คือ HDPE หรือ โพลีเอทิลินชนิดความหนาแน่สูง (High Density Polyethylene) นั่นเอง

pe-shampoo

นิยมนำมาใช้ทำเป็น ขวดแชมพู หรือขวดน้ำยาต่างๆ เพราะมีความทนทานต่อสารเคมี ตัวทำลาย ความเป็นกรดและด่างได้ดี แต่ทนความร้อนได้ต่ำเมื่อเทียบกับพลาสติกประเภทอื่น (ทนอุณหภูมิได้ที่ -50 ถึง 80 องศาเซลเซียส) มีความแข็งแรง คงรูปได้ดี มีความเหนียวยื่นยุ่น สีขุ่น และโปร่งแสง

 

 

พลาสติกประเภท PP หรือ โพลีโพพีลิน (Polypropylene)

คุณสมบัติของพลาสติกประเภท PP นั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับพลาสติกประเภท PE แต่มีความสามารถในการทนความร้อนได้สูงกว่า (ทนอุณหภูมิได้ถึง 120 องศาเซลเซียส) เนื้อใสกว่า และมีราคาสูงกว่าเล็กน้อย

cover-shampoo

 

ต่อมาเป็นพลาสติกประเภท PA โพลีแอไมค์ (Polyamide) หรืออีกชื่อที่เราคุ้นหูมากกว่าก็คือ ไนลอน (Nylon)

พลาสติกประเภทนี้สามารถแบ่งย่อยไปได้อีกหลายชนิด แต่ที่เรานำมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ คือ Nylon6 มีคุณสมบัติเด่นคือ มีความเหนียวสูง เนื้อนิ่ม ทนต่อสารเคมี ตัวทำละลาย ความกรดและด่างได้ แต่ไม่สูงเท่า PE หรือ PP เราจึงนำมาใช้ผลิตจำพวก ขวดยาหยอดตา

cover-drop

 

สุดท้ายพลาสติกประเภท PET โพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (Polyethylene terephthalate)

white-polymer-resin

 

เป็นพลาสติกที่มีคุณสมบัติเด่นในด้านความใส มีความเหนียวสูง และป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำ ก๊าซ และไขมันได้ดี เรามักพบเห็นพลาสติกประเภทนี้ได้เสมอในรูปแบบของขวดน้ำดื่ม

PET

 

และด้วยความใส ที่เป็นลักษณะเด่นของพลาสติกประเภทนี้ เราจึงนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง สวยงามได้หลากหลายประเภท

cover-pet-pump

ไม่ว่าจะเป็น ขวดหัวปั๊ม ขวดสเปรย์ หรือกระปุกครีม แต่จะมีราคาสูงกว่าพลาสติกประเภทอื่นอยู่พอสมควร cover-pet-jar

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ กับสาระความรู้ ที่เรานำเสนอในวันนี้ เกี่ยวกับความแตกต่างของพลาสติกแต่ละประเภทหวังว่าจะเป็นประโยชน์ ให้กับทุกคนไม่มากก็น้อย นะคะ

โปรดติดตาม บทความดีๆ แถมสาระความรู้แบบนี้อีกได้ที่ www.kapookhom.com และ บน facebook.com/Kapookhom